วันพุธที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2558

ผู้หญิงกับการลงทุนในรถ ที่นำมาใช้งาน

ขอกล่าวนำบทความ สำหรับตัวเอง ซึ่งนำมาลงไว้ในหมวด ผู้หญิงกับการลงทุนค่ะ
ในการลงทุนซื้อรถมาขับเองซักหนึ่งคัน

เหตุผลที่จะออกรถเก๋งมาคือ
1. ต้องมีที่จอดรถ เป็นสัดส่วน ซึ่งบ้านตัวเองมีที่จอดรถในบ้านอยู่แล้ว
2. ดอกเบี้ยต้องไม่สูงเกินที่จะรับได้ ซึ่งตอนที่ซื้อมาขับ เป็นช่วงหลังจาก
ที่ คืนเงินรถคันแรก เมื่อปี 2555 (จำได้เพราะหลังจากน้ำท่วมหนักกรุงเทพปี2554)
ไม่ได้คืนเงินค่ะ เพราะไม่ได้ออกรถช่วงนั้น แต่ไปจองไว้เลยเสียไป 2,000 บาท
(แต่รู้ภายหลังจาก sale ที่เราไปจองรอบหลังว่า ตรงนี้ ถ้าเราไม่ต้องการรถ นี่เรา
สามารถไปทำเรื่องคืนเงินได้
3. ไว้สำหรับผ่อนเบา รถกระบะ ที่เอาไว้ทำงานโดยเฉพาะ
และ เอาไว้สำหรับไปรับงาน แยกรถกับแฟนใช้ยามจำเป็น
หรือ หลีกเลี่ยงใช้มอเตอร์ไซค์ ถนนใหญ่
4. ต้องมีเงินพอที่จะจ่ายแต่ละเดือน โดยที่จะไม่เดือดร้อนกับรายจ่ายอื่นๆ
ที่ต้องเกิดประจำเช่นกัน
5. เอามาใช้ทำงานด้วยส่วนหนึ่ง รับส่งงาน คุยงาน และ เที่ยวสิ่คะ เที่ยวด้วยย

เราก็เลยวางแผนที่จะออกรถดังนี้
1. รุ่นถูกสุด เกียร์ธรรมดาก็ได้ เอาระบบ Auto น้อย ๆ ข้อดี เสียยาก
แต่เอาตัว up ตัว low สุดนะคะ
เพราะไม่มีวิทยุ กระจกหมุน และกุญแจเสียบหมุนอย่างเดียว
คือเอาให้พอดีกับงบเราค่ะ
ข้อดี : รู้ป่ะว่า มันถูกว่า รุ่น auto รุ่นล่างสุดประมาณ เกือบ 4-5 หมื่นเชียวนะ
ขับได้เหมือนกัน แถมมันส์กว่าด้วย, ปลอดภัยจากเกียร์พุ่งเข้ากำแพงแน่นอน
เพราะก่อนออกเกียร์ตบเกียร์ว่างก่อนตลอดๆ
ลงตัวที่ Nissan March ดูเทียบกับ Misubishi Mirage เพราะ 5 ประตู
ใส่งาน ไปส่งลูกค้าได้ด้วยเพราะประตูใหญ่กว่า มิราจ
ภายในใหญ่ นั่งสบาย แต่มิราจ สปอร์ตกว่า ซิ่งกว่า
ฟรี ประกันภัยปีแรกด้วย อันนี้ amazing ค่ะ

มี Airbag จำเป็นนะคร้าบ




2. รอ โปรโมชั่นถูกใจ เพราะ เราคาดการณ์ว่า ถ้าปริมาณรถออกมามากเกินไปแล้ว
ความต้องการมันจะน้อยลง ราคารถก็ต้อง ดั้มลงมาอีก
เป็นไปตามคาด
หลังจากที่หมดโปรโมชั่น คืนเงินรถคันแรกไปแล้ว
โชคดีที่ได้ ดอกเบี้ย 0% ในช่วงเวลานั้น
เงินในกระเป๋าต้องเพียงพอที่จะ ดาวน์สูง เราเลือกไม่เสียดอกเบี้ยค่ะ
ผ่อนน้อย 6-8 ปี แต่ดอกเบี้ยมหาศาลค่ะ
เราต้องเอาข้อมูลที่ไปคุยกับเซล กลับมาตัดสินใจกันก่อน
ห้ามวางเงินก่อน เอาที่ทุกโปรฯ ในมือ เราเคลียร์ แล้วสบายใจ
อย่ามั่ว และอย่าเดา เพราะ เซลจะบอกกำกวม บอกไม่หมด
เราต้องถามข้อมูลที่เราไม่เข้าใจให้หมด
จะได้ไม่เสียเปรียบเค้าค่ะ

3. เช็คราคาเกี่ยวกับการเปลี่ยนล้อ ยี่ห้อ ยาง ราคา การเทิร์น แหล่งเปลี่ยนล้อ
และทำ skirt รอบคัน เทียบกันหลายๆเจ้า ข้อมูลยิ่งเยอะเราก็จะได้เปรียบ
ใช้ internet ให้เป็นประโยชน์ คอยเช็คเทียบราคาบ่อยๆ
เพราะ โปรโมชั่นออกบ่อย ของแต่ละร้านนี่พอๆกับรถยนต์ค่ะ แข่งกันสุดตัว

4. เรายังคงสีที่เราอยากได้ คือสีดำ
ทั้งๆที่คนอื่นบอกว่า สีดำ จะเป็นรอยขนแมว
ซึ่งอยากได้ แนวออกเป็นรถซิ่ง แมนๆ เก๋าๆ เฉี่ยวๆ หน่อย
ล้างรถเองตลอด 1 ปีก็ซึ่งเหนื่อยพอสมควร
เพราะดูและเช็ดน้ำต้องใช้ผ้าซับน้ำ เป็นลักษณะเหมือนผ้ายาง
ไม่มีขน เพราะจะไม่ขูดสีรถ
และ หาข้อมูลสำหรับการดูแลรถให้มาก เราจะเข้าใจไปเอง
.
สีที่เป็นรอยน้อยสุด และเก่ายากสุดคือสีบรอนซ์เงิน
แต่ มิตซูกระบะคู่ใจเป็นสีนั้นไปแล้ว
สุดท้ายเลยให้พี่สาวดูดวงมาเค้าบอกว่าเราโฉลกกับสีดำมาก
เอาเป็นว่า อยากได้สีไหนออกสีนั้นเลยจ้า
ส่วนตัวไม่ชอบสีขาว เพราะมองแล้วสวย รถต้องอยู่กับเราไปเกิน 5-7 ปี
ฉะนั้น สีขาว แล้วจะกลายเป็นสีเหลืองนี่น่าจะไม่รอด

เคาะขวา ปึ่งๆ ได้แล้วค่ะ
Nissan March นิสสัน มาร์ช 1.2 E MT  444,000 บาท สีดำเงาค่ะ
ไปดูรถ และมัดจำ วันที่ 15/9/2556 เป็นเงิน 5,000 บาท
ตกลงนัดทำสัญญา วันที่ 29/9/2556
ขอกำหนดยอดดาวน์ไว้ที่ 20% เป็นเงิน 88,800 บาท
กำเงินไปจ่าย เงินที่หามาจากความยากเย็นค่ะ
เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ค่าจดทะเบียน 2,500 บาท
และค่าพรบ. ณ วันทำสัญญาเลย 646 บาท

สรุปยอดผ่อนที่เลือกคือ 4 ปี ( 48 เดือน)
ต่อเดือนจึงเฉลี่ยที่เราต้องจ่าย 7,400 บาท + ค่าธรรมเนียมจ่ายที่เคาน์เตอร์ธนาคารคือ 20 บาท
เราต้องคำนวณด้วยสมองอันแน่วแน่ว่า ความสามารถในการผ่อนได้
และจะไม่มีปัญหากับเงินรายได้ กับค่าใช้จ่ายเราด้วย
และระยะเวลาของรถเอง เราไม่ควรผ่อนให้นานมากเกินไป
เพราะ สุขภาพจิตเราอาจจะเสียค่ะ 5555555
เราต้องตั้งความหวังให้สูงไว้ค่ะ

คือ เราเลือกที่จะผ่อนเข้า loop ที่ 4 ปี แต่เราจะต้องผ่อนให้หมดภายใน 3 ปี
เราก็เลยวางแผนทำตารางค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้น

ผ่อนต่อเดือน 7,400 บาท
**เป้าหมาย คือ เราจะเก็บเพิ่มเดือนละ 2,600 บาทด้วยทุกเดือน
นั่นก็คือค่าใช้จ่ายเดือนละ 10,000 บาท ถือ Hold ไว้ค่ะ
เผื่อค่ะ เผื่อ ย้ำ เผื่อค่ะ เผื่อ ว่า ถ้าเดือนไหนเราช็อตล่ะ
เราจะสามารถมีเงินจำนวนนี้ ไว้โป๊ะได้อีกหลายเดือน
ยิ่งเราส่งได้หลายเดือน เราก็จะมีเงินตรงนี้ไว้เป็นเงินสำรองมากขึ้น
เผื่อที่ 2 ไม่มีค่ะ
แต่ถ้าเราทำได้ ถ้าค่ะ ถ้าทำได้ ทุกเดือนอย่างนี้เป็นเวลา 36 เดือน หรือ 3 ปี
เราจะมีเงินอีก 1 ก้อน สำหรับค่าใช้จ่ายรถคันนี้คงเหลืออีก 1 ปี
ซึ่งเราจะเคลียร์ตรงนี้หมด ไม่มีหนี้ค่ะ

เรื่องตกแต่งรถหลักๆ มีอะไรบ้างล่ะ ??
ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ที่ควรเตรียมไว้ตอนออกรถด้วยที่สำคัญๆ
- ค่าเจิม
 ไม่มีค่า เพราะ ให้คุณแม่มารับรถด้วยกัน ถือว่า เป็นบารมีอันยิ่งใหญ่แล้ว



ภาพโมเม้นต์แรกที่ขับรถออกมาจากศูนย์นิสสันค่ะ

กุญแจ 2 ดอก



- เรื่องล้อ (จำเป็น)
ของเรา ไปร้านที่รับเทิร์นค่ะ แต่ด้วยเนื่องว่า รถประเภท ECO Car ปีที่ผ่านมา
รุ่นรถออกมาวิ่งเยอะมาก จน March เราเป็น Gen ที่ 2 แล้ว
ดังนั้น ล้อก็คงล้นตลาดเป็นเรื่องธรรมดา
ทางร้าน ยอมรับเทิร์นที่ 2,000 บาท ทำใจค่ะ บางรุ่นเค้าไม่รับเทิร์น
ต้องเอามาเก็บให้ขวางบ้างเล่นๆ นี่ไม่ได้ใช้นะคะ เทิร์นไปเถิด
ไปดง แถวซอยจุฬา ขับวนดูลงไปเลือกร้านที่ชอบตัดสินใจดู
เงินเรา เอาที่พอใจแล้วค่อยจ่าย

ขับออกมาปุ๊บ ก็ไปหาร้านเปลี่ยนล้อเลยทันทีในวันเดียวกัน
ไปหาร้านประจำแถววงเวียน 22 เค้าเน้นขายยางเลยแนะนำ
ให้ลองขับมาดูแถวๆนี้แทน แถว ซอยจุฬา หลัง MBK

เดิม เป็นล้อกระทะ มาหาเปลี่ยนเอง ถูกใจ ถูกเป๋ากว่า
เดิมวงล้อ 14 นิ้ว

เลือกได้แล้วก็จ่ายตังค์ จัดไป
อ้อ หัวน็อตเป็นหัวน็อตพิเศษ กันขโมยด้วย
เรียกว่า ใช้เครื่องมือธรรมดา ถอดไม่ได้ว่างั้น
แต่ถ้าจะถอดจริงจัง ก็ถอดได้นะฮว๊าฟ 555
 เปลี่ยนใหม่เป็นวงล้อ 15 นิ้ว
อยากได้ดูซิ่งก็ต้อง 17 18 นิ้ว นี่กลัวกาบล้อฉีก
(แพงกว่า) แต่อันนี้สวยถูกใจเลยหล่ะ

มี Before ครึ่งหลัง และ After ครึ่งหน้า รอประกอบ


โชเฟอร์สุดที่รัก ขับรถของเรา 
เห่อรถแบบฝุดๆ


ค่าเสียหายทั้ง MAX และยาง Nitto (ใช้ยี่ห้ออื่นก็ราคาโหดพอตัว)
ค่าเสียหายไป 23,500 บาท
รูดจ่าย +3% อีกจ้า




- ตกแต่ง Skirt รอบคัน (จำเป็น) ได้ราคามาที่ 9,500 บาท
ชอบแบบ ดำด้านคล้ายๆ กับ Mini  ก็เลยจัด แต่เกรด คงสู้ไม่ได้นะคะ
ราคาจะถูกกว่า ที่เป็นสีเดียวกับรถค่ะ
เป็นสีดำด้านไม่ได้เคลือบ มีโอกาสลอกได้ง่ายเช็คราคาแล้วก็เลย
เลือกที่ไปทำตรงฝั่งตรงข้าม Fashion Island  ราคาตามตกลงกัน
ไปทำมาตอนนั้นราคานี้ค่ะ นัดวันไปทำมัดจำ และรอทำประมาณ 2 ชม.กว่าได้

Before 

มาถึงเหลือตัวนิดเดียว เจอช่างบอมกัน 3 คน


After

รูปหล่อเลย


มีท่อซ่อนต่ออยู่ในชุด


ภาพไฟท้าย กันชนยามค่ำคืน


ค่าเสียหายตามบิล

- ค่าอุปกรณ์ตกแต่งจิปาถะบนรถ เตรียมไว้เลยอีก 10,000-15,000 บาท
ไม่ว่า จะเป็นผ้าคลุมรถ, ชุดคลุมเบาะ, กระจกหน้า (เดิมจะสั้น)
ต้องเปลี่ยนให้ยาวจะได้เห็นวงรถได้กว้างขึ้น
ครอบท้ายสเตนเลส, ทางขึ้นลง, ตัวกันกระแทก,
ครอบไฟกระพริบ, หมอนนุ่มๆในรถอี๊ก
ขึ้นอยู่กับความอยากสวยงาม เท่ห์ ของรูปแบบรถ ตามงบในกระเป๋า
แหล่งซื้อแบบครบๆ แนะนำไปตลาดคลองถม มีทุ้กกกกกกกกกกอย่าง
ราคาสบายกระเป๋าต่อได้อีกต่างหาก

เดิมภายในเป็นเบาะผ้าสีดำ

ชุดนี้ ไปดูแถวคลองถม จัดไป 2,900 บาททั้งชุด
(สุดท้ายพวกครอบพวงมาลัย, ครอบกระจกเป็นผ้าไม่ได้ใช้)

เบาะหน้า


 เบาะหลัง

กระจกเดิม (มันสั้นมาก) 

สีขาวมุกติดเพชรด้วย ยาวสะใจ ครอบติดกระจกเดิม 

ซื้อมาแล้วใส่ไม่ได้ 
จะบอกว่า อันตรายมาก ตอนขับรถ แล้วมันหลุดแบบตะแคงติดน็อต
สุดท้ายซื้อมาทิ้ง เพราะตัวคันเหยียบจริงมันสั้นมาก ติดตั้งไม่ได้ 

กันชนขอบ สรุป ไม่ได้ติด (อุตส่าห์ซื้อมาเป็น เคฟล่า)


ครอบไฟกระพริบ 



ตอนแรกอยากจะติดสติ๊กเกอร์คาดรถมาก แต่มีหลายคนเตือนว่า อย่าติดเลยดีกว่า
เพราะว่า กาวจะทำให้สีรถไม่เท่ากัน ตอนล้างรถบ่อยๆ อาจะทำให้สติ๊กเกอร์ลอกได้ด้วย
เฮ้อออ.... อยากได้แบบนี้
อีกอย่าง มาร์ช หน้ากะตูด สั้นนะ ติดไปใช้ไม่ได้อาจจะเสียตังค์ฟรี
สรุป... ไม่ติด ไว้หล่อๆ อย่างนั้นดีกว่า




ค่าใช้จ่ายอื๊น อื่น ที่มันจะต้องงอกมาสำหรับทุกปี
ในระยะเวลาที่เราเป็นหนี้รถคันนี้ค่ะ
ซึ่งเราก็ควรทำแผน การแบ่งเงินเก็บไว้สำหรับค่าใช้จ่ายรายปีด้วย
เพราะถึงเวลาจ่าย จะได้ไม่เจ็บปวด เครียด กับจิตใจตัวเอง
ด้วยสภาพ ชักหน้าไม่ถึงหลัง แบบทุกอย่าง
มันมาพร้อมๆกันทั้งหมด

คือ
- ประกันรถยนต์  ตลอดช่วงเงื่อนไขที่เรายังส่งรถอยู่
ซึ่งสำหรับคนที่มือใหม่มากๆ ประกันชั้น 1 เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อ
การดำรงชีวิตบนท้องถนนนะคะพูดเลย
คือ เราไม่ชนเค้า แต่ว่า เค้าอาจจะชนเราได้ง่าย
ถ้าพื้นฐานการขับรถประสบการณ์น้อย

- ค่าใช้จ่ายพรบ. และภาษีของรถยนต์
ตามแต่ละประเภทรถยนต์ที่ขับนั้นๆ อย่าลืมเช็คดูว่า เราจะต้องเสีย
ปีละเท่าไร
บ้านอยู่ใกล้ไปเสียเองที่ขนส่ง ไม่ต้องใช้บริการศูนย์ก็จะสะดวกประหยัดกว่า
แต่ถ้าบ้านอยู่ไกล ไม่มีเวลา ไม่ต้องเสียเวลาก็ให้ศูนย์จัดการให้มีค่าจัดการ
ประมาณ 400 บาทขึ้นไปแล้วแต่เจ้า

- ค่าถ่ายน้ำมันเครื่อง
นอกเหนือจากค่าน้ำมันที่เราต้องใช้จ่ายไปตามปกติประจำวันแล้ว
ยังมีค่าถ่ายน้ำมันเครื่อง ยามถึงรอบ
รถถอยออกมาแรกๆ 5,000 กม.แรก
อ๊ะๆ  เกิน 6 เดือนแรกคุณยังขับไม่ถึง 5,000 กม. ซึ่งคุณต้องพา
เจ้าตัวน้อยเด็กดีไปถ่ายน้ำมันเครื่องด้วยนะคะ จำเป็นอย่างยิ่งค่ะ
ไปถ่ายน้ำมัน เช็คเครื่องก็ทีละ 5,000 กม. ให้มีการตรวจเช็คบ่อยๆ
รอบนึงก็เตรียมไว้เลย 1,000 - 2,000 บาท

- ค่าล้าง เคลือบเงา รถ
ล้างเองได้มั้ย ได้ค่ะ เราต้องเตรียม น้ำยาล้าง ชมพู สำหรับโดยเฉพาะ
ผ้าสำหรับ ล้างเช็ดรถ ถ้าน้ำไม่แรงก็ต้องมีปั้มน้ำ หรือเครื่องฉีด
สุดท้าย ผ่านหน้าฝน หรือน้ำคลำข้างถนน
ควรพารถไปล้างอัดฉีดบ้าง เพื่อ ไม่ให้โคลน คราบสกปรกที่ล้างไม่ออก
เกาะติดยึดตาย นะจ๊ะ

- ค่าเปลี่ยนยางรถ เมื่อครบ 2 ปี
ยางเสื่อมด้วยการขับ และอายุของมันเอง
ตรวจดูสภาพยางและความเสื่อม ของตัวรถ
ล้อแม็กซ์ ประเมินราคาถูกสุดนี่ก็ ประมาณ หมื่นปลาย สองหมื่นนะคะ

ฉะนั้น ออกรถ มีค่าใช้จ่ายมากมาย
คิดให้ดี ไตร่ตรอง ให้ครบถ้วนว่า ออกแล้ว คุ้มค่ากับความต้องการที่เราจะใช้
จอดไว้เฉยๆ รถมีค่าเสื่อมราคาค่ะ และก็มีวันถึงรอบอายุการใช้งานไป
พ้นปีที่ 5 ปุ๊บ มันก็จะมีอาการเหวี่ยง จนคุณต้องพามันไปหาหมอบ้างอะไรบ้าง
เหมือนคนเช่นกันค่ะ

การใช้งาน สภาพจุได้เกินห้ามใจจริงๆ





จะเอาไว้เลียนแบบบ้างไม่ว่ากันจ้า

Selfie คู่พี่ชายสุดหล่อหน่อยจ้า


ผ่านไป 1 ปี แล้วเนาะ ไวเหมือนโกหกเลย ยังรูปหล่ออยู่เลยคับ


รถที่เราจะถอยคันต่อไปอีกซัก 10 ปีข้างหน้า ขอเป็น รุ่นด้านล่างนี้ละกันนะเพี้ยง 5555


 BMW รถในฝันเบย 
ฝันไปก่อนนะ บรัยยย ^___^







วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2558

VI อ.นิเวศน์แนะนำ การลงทุน(ปลาย)ปี 2014


อ.นิเวศน์ แนะนำ หุ้นในตลาดราคาแพงเกินไป PE ตลาด 18 เท่า
แนะลงทุนหาหุ้น เพื่อชีวิต แนวทาง หุ้น Defensive Stock

“Better Trade Expo 2014 :พิฆาตหมูตัวสุดท้ายให้หายไปจากตลาดหุ้น”

งานเริ่ม วันที่ 2 พฤศจิกายน 2557
upload vdo date : 16/12/2557


สัญญาณแห่งดอย
29 ธันวาคม 2014 Posted by ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

เมื่อดัชนีหุ้นขึ้นมาสูงมากติดต่อกันหลายปีเป็นตลาดหุ้น “กระทิงดุ” 
คำถามที่ตามมาก็คือ ตลาดหุ้นขึ้นมาถึง “ดอย” หรือยัง? 
เพราะถ้ามันใกล้หรือถึงจุดสูงสุดแล้ว สิ่งที่หลายคนโดยเฉพาะ
นักลงทุนที่เล่นหุ้นระยะสั้นหรือระยะกลางจะทำก็คือ 
ขายหุ้นทิ้งเสียเก็บเงินสดไว้รอช้อนหุ้นที่จะตกลงมาแรง ๆ 
หรือไม่ก็หันไปลงทุนอย่างอื่นที่จะได้ผลตอบแทนดีกว่า 
การที่จะวิเคราะห์ได้ว่าตลาดหุ้นใกล้ถึง Peak 
หรือจุดสูงสุดและกำลังปรับตัวลงมากลายเป็นตลาด “หมี” 
หรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก 
เพราะตลาดหุ้นนั้น ในระยะสั้น “คาดการณ์ไม่ได้” 
อย่างไรก็ตาม จากการสังเกตของผู้เชี่ยวชาญและนักลงทุนที่คร่ำหวอด
ในตลาดหุ้นมายาวนานนั้น 

ตลาดกระทิงที่ใกล้ถึงจุดสิ้นสุดนั้น มักจะมีอาการหรือสัญญาณหลาย ๆ 
อย่างประกอบกันพอสรุปได้ดังต่อไปนี้

ข้อแรกก็คือ ค่า PE หรือราคาหุ้นต่อกำไรของบริษัทของตลาดและหุ้น
โดยทั่วไปมักจะอยู่ในระดับสูงใกล้กับระดับสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ 

ค่า PB หรือราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชีของตลาดและหุ้นโดยทั่วไปนั้นอยู่ในระดับสูง 

ส่วนอัตราเงินปันผลเมื่อเทียบกับราคาหุ้นหรือ Dividend Yield นั้นจะค่อนข้างต่ำ

ดูจากตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ผมคิดว่าค่า PE ของตลาดหุ้นน่าจะใกล้ระดับสูงสุดใน
ประวัติศาสตร์เช่นเดียวกับค่า PB อย่างไรก็ตาม ปันผลนั้นยังค่อนข้างจะพอใช้ได้
ที่ประมาณ 2.5%-3% ในความเห็นของผมนั้น
 ตัวเลขชุดนี้ยังไม่ชัดเจนว่าหุ้นน่าจะถึงยอดดอยแล้ว 
เหตุผลก็คือ อัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดของเราในช่วงนี้ต่ำเป็นประวัติการณ์ 
เงินฝากอยู่ในระดับไม่เกิน 2%-3% 
ดังนั้น ค่า PE ระดับ 17-18 เท่าและปันผลจากการลงทุนในหุ้น
ยังให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าพอสมควร

ข้อสองคือ หุ้นที่เข้าข่ายที่จะเป็นหุ้น “Value” นั้นหาได้ยากขึ้นมาก 
หุ้นดี ๆ ราคาก็ค่อนข้างแพงเป็นส่วนใหญ่ ส่วนหุ้นพื้น ๆ นั้น ราคาก็ไม่ถูก
 จริงอยู่ เราอาจจะพอลงทุนได้ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มี “Margin of Safety” 
เหลือเพียงพอสำหรับ “VI พันธุ์แท้” ที่เน้นลงทุนระยะยาวจริง ๆ 
ในข้อนี้ผมเองคิดว่าตลาดหุ้นไทยในเวลานี้ก็เข้าข่ายแล้ว

ข้อสามที่อาจจะบ่งบอกว่าหุ้นใกล้ถึงดอยก็คือ 
อัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดกำลังขึ้น หรือสภาพคล่องทางการเงินเริ่มลดลง 
หรือในภาษาทางเศรษฐศาสตร์ก็คือ Money Supply กำลังหดตัว 
ซึ่งในตลาดของไทยนั้น ดูเหมือนว่าอัตราดอกเบี้ยของเรายังไม่มีท่าทีว่าจะขึ้น 
ว่าที่จริงอาจจะมีแนวโน้มที่จะลดลงด้วยซ้ำถ้าดูจากการลงมติของคณะกรรมการ
นโยบายการเงินครั้งล่าสุดที่มีกรรมการ 2 เสียงลงมติให้ลดดอกเบี้ย
ในขณะที่เสียงส่วนใหญ่ยังให้คงไว้ 
อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าเรื่องนี้มีโอกาสเปลี่ยนได้เร็ว 
และอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐเองที่มีอิทธิพลต่อตลาดเงินโลกก็มีท่าทีว่าภายในปีหน้าก็จะปรับเพิ่มขึ้น 
ดังนั้น สัญญาณข้อนี้จริง ๆ ยังไม่น่าไว้วางใจ

ข้อสี่คือเรื่องหุ้น IPO นี่เป็นสัญญาณที่แรงมากในตลาดหุ้นไทย 
นั่นก็คือ ในช่วงที่ตลาดหุ้นใกล้ถึงจุดสุดยอดนั้น 
จะมีหุ้น IPO ออกขายมากมายและราคาหุ้นที่เข้าตลาดในวันแรก ๆ 
ก็จะปรับตัวสูงขึ้นมาก และนี่ก็เป็นข้อที่ผมรู้สึกกังวลว่า 
ตลาดหุ้นไทยนั้นอาจจะใกล้ Peak

ข้อห้าเป็นเรื่องของการวิเคราะห์ทางเทคนิคซึ่งผมเองก็ไม่ได้ศึกษา 
แต่มีคนเคยศึกษาหรือให้ข้อสังเกตว่า ถ้าหุ้นกว่า 75% 
ในตลาดหลักทรัพย์นั้นมีราคาสูงกว่าแนวโน้มระยะยาวของมันมาระยะหนึ่ง
ซึ่งอาจจะหลายปีแล้ว ต่อมาจำนวนมันลดต่ำลงกว่า 75% 
นี่ก็อาจเป็นสัญญาณว่า หุ้นถึงดอยแล้ว 
ผมเองไม่ทราบว่ามีใครศึกษาเรื่องแบบนี้ในตลาดหุ้นไทยหรือไม่ 
ความเชื่อของผมก็คือ หุ้นไทยในช่วงเร็ว ๆ นี้นั้น กว่า 75% 
มีราคาสูงกว่าแนวโน้มระยะยาวเพราะราคาหุ้นได้สูงขึ้นมามาก 
สิ่งที่ไม่รู้ก็คือ ขณะนี้มันลดลงมาต่ำกว่า 75% หรือไม่

ข้อหก คือสัญญาณที่ ปีเตอร์ ลินช์ เรียกว่า ทฤษฎี “งานเลี้ยงค็อกเทล” 
นี่คือเหตุการณ์ที่คนทั่วไปที่ไม่ใช่นักลงทุนมืออาชีพหันมาสนใจการลงทุนหรือเล่นหุ้น 
ช่วงแรก ๆ ก็อาจจะสนใจไม่มาก แต่เมื่อหุ้นปรับตัวขึ้นเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็ว 
การทำเงินจากการเล่นหุ้นดูเหมือนจะง่ายมาก คนก็สนใจหุ้นมากขึ้นจนถึงจุดหนึ่ง
ที่คนที่ไม่ควรสนใจลงทุนในหุ้นเลย 
เช่นช่างทำผมหรือคนขับแท็กซี่หันมาสนใจเรื่องหุ้น 
ถ้าเกิดอาการแบบนี้ ก็อาจจะเป็นสัญญาณว่าหุ้นกำลังถึงยอดดอยและใกล้จะลง 
จากการสังเกตของผม ผมคิดว่าช่วงนี้ในตลาดหุ้นไทยมีคนกลุ่มใหม่ ๆ 
เข้ามาสนใจลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ 
โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่น่าจะค่อนข้างมีฐานะและ/หรือมีการศึกษาพอสมควร 
ส่วนในคนทั่วไปนั้นผมก็คิดว่ามีความสนใจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ 
แต่ผมไม่รู้ว่ามากเท่าไร 
โดยรวมแล้ว น่าจะเป็นช่วงที่มีความตื่นตัวในหุ้นมากที่สุด
เป็นประวัติการณ์ที่ผมเคยเจอมา 
ดังนั้น ผมคิดว่าอาการนี้น่าจะ “ก้ำกึ่ง” สำหรับตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้

ข้อเจ็ด คือเรื่อง “การสนองตอบต่อข่าวสารของหุ้น” 
ความหมายก็คือ ในช่วงที่หุ้นยังเป็น “ขาขึ้น” หรืออยู่ในภาวะกระทิงอยู่นั้น 
ข่าวสารที่ดี ๆ เช่น บริษัทประกาศผลประกอบการที่ดี 
ราคาหุ้นก็จะ “วิ่ง” รับกับข่าวชิ้นนั้น บางทีวิ่งมากกว่าข่าวดีด้วยซ้ำ 
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่จะสิ้นสุดยุคกระทิง ข่าวดีที่ประกาศออกมานั้น
กลับไม่ได้ได้รับการตอบรับที่ดีเท่า บางครั้งประกาศข่าวดีแต่ราคาหุ้นกลับลง 
ดูเหมือนว่าหุ้นนั้นรับข่าวดีไปหมดแล้ว ไม่มีเงินเหลือที่จะซื้อหุ้นอีกต่อไป 
คนรอแต่จะขายหุ้น 
สำหรับในข้อนี้ ผมเองคิดว่าตลาดหุ้นไทยยังไม่เห็น 
ผมยังรู้สึกว่าข่าวดีนั้นยังได้รับการตอบรับที่ดี บางทีหุ้นยังขึ้นมากกว่าข่าว
โดยเฉพาะหุ้นเก็งกำไรตัวเล็ก ๆ ที่ราคายังขึ้นมากมายรับข่าวดีเล็ก ๆ 
ที่อาจจะไม่ผลอะไรกับบริษัทจริง ๆ

ข้อแปดคือเรื่อง “การเปลี่ยนกลุ่มหุ้นชั้นนำในตลาด” 
ความหมายของเรื่องนี้ก็คือ ในแต่ละช่วงเวลานั้น จะมีหุ้นบางกลุ่มเป็นหุ้นกลุ่มชั้นนำ
ในตลาดเช่น ถ้าย้อนหลังไปหลายสิบปี ในช่วงนั้น 
หุ้นกลุ่มแบงค์เคยเป็นหุ้นกลุ่มนำ ต่อมาอสังหาริมทรัพย์ก็เคยเป็นกลุ่มที่ทุกคนสนใจเล่น
และมีขนาดใหญ่ เช่นเดียวกับหุ้นกลุ่มไฟแน้นซ์ 
ต่อมาก็หุ้นสื่อสารและกลุ่มพลังงานที่โดดเด่นมาจนถึงล่าสุด 
คำถามก็คือ ตอนนี้เรากำลังมีการ “เปลี่ยนกลุ่ม” หรือไม่โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน? 
ที่อาจจะมีปัญหาราคาน้ำมันตกต่ำ ในเรื่องนี้ผมเองก็วิเคราะห์ไม่ออก 
แต่การเปลี่ยนกลุ่มหุ้นชั้นนำในตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้วนั้น 
หลายครั้งสอดคล้องกับการกลับตัวของทิศทางดัชนีตลาดหุ้น

ข้อเก้าก็คือ เรื่องของข่าวสารข้อมูลตลาดหุ้นและการลงทุนทางสื่อมวลชนด้านต่าง ๆ 
ในช่วงใกล้ถึงจุดสูงสุดของตลาดหุ้นนั้น ข่าวและคอมเม้นท์จะมีมากมายในสื่อ
ซึ่งถ้ามากถึงจุดหนึ่งก็จะออกทางสื่อมวลชน “กระแสหลัก” 
สำหรับในข้อนี้ผมคิดว่า “ข่าวหุ้น” ของไทยนั้น มีค่อนข้างมากและกว้างขวาง 
การจัดสัมมนาและมหกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับหุ้นได้รับการต้อนรับมากขึ้นเรื่อย ๆ 
บ่อยครั้งสื่อกระแสหลักก็นำเรื่องเกี่ยวกับตลาดหุ้นไปออก 
ข้อนี้ผมคิดว่าตลาดหุ้นไทยมีอาการระดับ 8-9 จากคะแนนเต็ม 10

สุดท้ายคือคำพูดหรือความรู้สึกของคนที่มีเงินและเป็นนักลงทุน
ในช่วงที่เศรษฐกิจและตลาดหุ้นแย่ที่สุดอย่างช่วงปีวิกฤติ 2540 นั้น 
ทุกคนบอกว่า “Cash is King” 
แต่ในช่วงที่หุ้นจะถึง “ดอย” นั้น คำพูดจะเปลี่ยนเป็น “Cash is Trash” 
หรือเงินก็คือ “ขยะ” และสำหรับผมที่ช่วงนี้ผมมีเงินสดที่ได้จากการขายหุ้น
ไปบางส่วนนั้น ผมรู้สึกอยู่บ้างเหมือนกันว่าเงินสดที่ถืออยู่นั้นได้ดอกเบี้ยต่ำ
เหลือเกิน ดูคล้ายกับขยะอะไรอย่างนั้น และทั้งหมดก็คือสัญญาณบางส่วน
ที่เมื่อนำมาประมวลว่าหุ้นไทยตอนนี้อยู่ที่ระดับไหน 
ข้อสรุปของผมก็คือ มันยังผสมผสานระหว่างใช่กับไม่ใช่ดอย 
นักลงทุนแต่ละคนจะต้องตัดสินใจเองว่าจะทำอย่างไรกับพอร์ตของตน

วันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2557

รายงานการวิเคราะห์ หลังไตรมาส 3/2557

จาก วันที่ 1 ธ.ค. 2557 งาน Set in the city

ในขณะที่หุ้นวิ่งขึ้นไปแบบหยุดไม่อยู่
หุ้นตัวเล็ก วิ่งกันแรงไปถึง 100% โดยที่ใช้ระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน
หุ้นไร้ story วิ่งแข่งกันเป็นนักกีฬาทีมชาติ สายแข็งกันทุกตัว

ก่อนหน้าอาจารย์นิเวศน์ ยังให้สัญญาณปกติว่า ปี 2557 เป็นปีที่ หุ้นไทยดีที่สุด




วันแรก Prop ขายนำ 
จันทร์ที่ 8/12/2557

เช้าเด้ง ฝรั่งเข้าซื้อ บ่ายฝรั่งทิ้ง 3,XXX พันกว่าลบ. 
(ต่างชาติขายสุทธิ วันแรก)
อังคารที่ 9/12/2557


วันพุธที่ 10/12/2557 
วันรัฐธรรมนูญ ตลาดหยุดเทรด

󾔏ต่างชาติ -3,382.94
󾔏กองทุน -3,067.93
󾔏โบรคเกอร์ -2,178.49
󾔏รายย่อย +8,629.37
เช้าเท ฝรั่งขาย 8XX กว่าลบ. บ่ายฝรั่งทิ้ง 2,XXX พันกว่าลบ. 
(ต่างชาติขายสุทธิ วันที่ 2 )
พฤหัส ที่ 11/12/2557



ต่างชาติ -2,928.49
กองทุน -94.88
โบรคเกอร์ -1,290.65
รายย่อย +4,314.02
(ต่างชาติขายสุทธิ วันที่ 3 )
ศุกร์ที่ 12/12/2557

--------------------------------------
จบ Week ที่ 1
--------------------------------------

และเรื่องเล่าจาก
โมนิก้า  : อีกา 3 ตัว
วันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม 2557 

*ไหนๆ ปัจจัยพื้นฐานก็ไม่สามารถใช้อธิบายได้ถึงสาเหตุที่ทำให้ดัชนีรูดลงไป 1,526.81 จุด 
ลบไป 32.75 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 8.17 หมื่นล้านบาท “โมนิก้า” จึงขอเปลี่ยนอิริยาบถด้วยการหันมาเม้าท์เรื่องสัญญาณเทคนิคเพียวๆ เพื่อทำให้แฟนคลับเข้าใจเกมการเงินมากขึ้นไปอีกขั้น เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นในเที่ยวนี้มันมาจากอาการกระต่ายตื่นตูม หรือเรียกสั้นๆ “แพนิค” ไงล่ะคะ

*ยิ่งเห็นท่าทีของ “เจ๊เกศรา” ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ พยายามปลอบประโลมรายย่อย อย่าตื่นตระหนก! และยังย้ำถึงสาเหตุที่ทำให้ดัชนีตุปัดตุเป๋ไม่เป็นท่านั้น “โมนิก้า” ถือเป็นช็อตที่ได้ใจแมงเม่าไปเต็มๆ หลังแสดงให้เห็นภาวะผู้นำในช่วงวิกฤติได้เป็นอย่างดี...ไม่เพียงเท่านั้น! ยังพยายามชี้ช่องการลงทุนให้บรรดาแมงเม่าเห็นว่า “วิกฤติคือโอกาส” แสดงว่าเล่นเป็นนะเนี่ย

*ถึงกระนั้น “โมนิก้า” ยังอยากให้แฟนคลับเข้าใจรูปแบบการลงทุนในแพทเทิร์นเทคนิค เพื่อเปิดโอกาสให้ตัวเองได้เล่นรอบสั้นๆ และถ้าดูตามหน้าเสื่อวานนี้จะเห็นว่า ดัชนีปรากฏสัญญาณอีกา 3 ตัวขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งตีความได้ว่า วันนี้ดัชนีมีโอกาสรีบาวด์ค่อนข้างสูง และเหตุผลที่ทำให้เป็นเช่นนั้น คงมาจากแนวรับจิตวิทยา 1,500 จุดยังทำหน้าที่อย่างแข็งขันเจ้าค่ะ

*ยิ่งเห็นดัชนีค่อยๆ ไหลลงมาเรื่อยๆ จนทะลุแนวรับ 1,530 จุด และรูดทะลุแนวรับ 1,510 จุด ก่อนจะเด้งกลับขึ้นมายืนเหนือระดับ 1,520 จุดในช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้ายก่อนปิดตลาด ยิ่งทำให้เดี๊ยนมั่นใจในเหตุผลที่ทำให้ดัชนีรูดลงหนักนั้น มันเป็นเรื่องของอุปทานหมู่ผ่านทางหน้าจอกระดานหุ้น โดยหัวโจกที่ทำให้สภาพตลาดหุ้นย่ำแย่สุดๆ ในเที่ยวนี้ก็หนีไม่พ้น  “กองทุนตัวแสบ” ผสานกำลังกับ “ปอบผีฟ้า” บวกด้วย “ฝรั่งหัวทอง” ..รวมเบ็ดเสร็จ 3 วัน ดัชนีรูดลงไปทั้งสิ้น 70 จุด มันคือจังหวะที่ต้องสวนกระแสสั้นๆ ไงล่ะจ๊ะ

*เนื่องจากแรงเทขายที่ออกมารอบนี้ยังไม่สะเด็ดน้ำ และถ้ามองถึงหุ้น PTT PTTEP PTTGC TOP ล้วนเป็นหุ้นที่น่าช้อนซื้อ เพื่อนำไปขายเมื่อดีดตัวขึ้นอีกครั้ง แต่ทั้งนี้ต้องไม่ลืมนิสัยเดิมของพวกกองทุนที่ชอบสาดหุ้นไม่ยั้ง และยังชอบแนะนำให้รายย่อยเข้ามารับของที่ตัวเองสาดลงมาแบบนี้..ขอแนะนำให้แมงเม่า “รับปุ๊บ โยนปั๊บ”หลังหุ้นลงมาแตะจุดเด้งกลับ..ถ้าไม่มั่นใจในฝีมือ อยู่เฉยๆ ก่อนก็ได้ ไม่มีใครว่าหรอกคะ

*เม้าท์ถึงเรื่องนี้ทำให้ “โมนิก้า” นึกถึง ADVANC ขึ้นมาในทันที เพราะเป็นหุ้นที่เด้งกลับในระหว่างวันอย่างรวดเร็ว ซึ่งเห็นได้จากไส้แท่งเทียนด้านล่างยาวเฟื้อย  พร้อมกับลงไปทำจุดต่ำสุดที่ 236 บาท แต่สุดท้ายดันขึ้นมาปิดที่ 244 บาท ลบไป 1 บาท ด้วยมูลค่า 2.50 พันล้านบาท มันทำให้เดี๊ยนมั่นใจยิ่งขึ้นว่า นี่เป็นหุ้นที่มีคนดักเก็บของอย่างสบายใจเฉิบนะจะบอกให้

*เหมือนกับในรายของลีสซิ่งฟอร์มร้อนแรงอย่าง  MTLS หากดูผิวเผินอาจยังไม่แสดงกำลังภายในให้เห็นมากนัก แต่ถ้าดูแท่งเทียนที่เรียงตัวในระนาบเดียวกัน พร้อมกับพยายามเกาะขอบด้านบน 12 บาทอย่างเหนียวแน่น “โมนิก้า” ถึงมั่นใจสุดๆ รอบนี้ได้เห็น 15 บาทชัวร์ป้าบ! ล่าสุดหุ้นลงไปทำ low แถว 11.20 บาท แต่สุดท้ายขึ้นมาปิดที่ 11.80 บาท ลบไป 0.20 บาท แสดงว่า ของเขาเป็นที่ต้องการจริงๆ นะเนี่ย!

*เช่นเดียวกับในรายของ NOK จู่ๆ มีแรงซื้อไล่หุ้นขึ้นมาปิดที่ระดับ 14 บาท บวกไป 2.20 บาท หรือขึ้นไป 18% ด้วยมูลค่า 1.30 พันล้านบาท “โมนิก้า” ถือเป็นเรื่องของ over sold มาเป็นเวลานาน ประจวบกับมีแรงซื้อสะสมมาพักใหญ่ๆ เมื่อฟ้าฝนเป็นใจให้อย่างสวยงาม จึงเห็นหุ้นกระชากขึ้นมาปิดที่ 14 บาท บวกไป 2.20 บาท หรือขึ้นไป 18% เดี๊ยนบอกได้ทันทีว่า มันเป็นเรื่องของฟิลลิ่ง ปัจจัยพื้นฐานไม่ค่อยเท่าไหร่นะจะบอกให้

*เคสนี้เหมือนกับในรายของม้านอกสาย  EARTH พยายามต้านแรงเทขายที่ออกมาเป็นระลอกตลอดระยะเวลาสัปดาห์กว่าๆ แถมวานนี้ยังปรากฏไส้แท่งเทียนด้านล่างยาวเหยียด พร้อมกับลงไปทำ low ที่ระดับ 4.84 บาท  แต่สุดท้ายเด้งกลับขึ้นมาปิดที่ 5.10 บาท ลบไป 0.05 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 171 ล้านบาท แสดงว่า เริ่มมีการเก็บของเข้าพอร์ต “โมนิก้า” ถึงกล้าฟันธงว่า เทคนิคสวย พื้นฐานรับ ต้องตามน้ำไงล่ะคะ

* BSM เป็นอีกหนึ่งรายที่ทำให้ “โมนิก้า” รู้สึกแฮปปี้สุดๆ แถมเป็นหุ้นที่มีแรงเคาะขวาเข้ามาตลอดเวลา เมื่อบวกกับฐานแนวรับใหม่ที่บริเวณ  1.70 บาทเป็นจุดเด้งกลับด้วยแล้ว งานนี้ต้องใส่เกียร์ห้า เดินหน้าสุดตัว เป้ารอบนี้ยังอยู่ 3 บาทเหมือนเดิมทุกประการ ใครอยากรู้เหตุผลเป็นมาอย่างไร?  ขอแนะนำให้ตามหาหนุ่มกลัดมันที่ชื่อ “คิมมีเฮ” ให้เจอ..แล้วจะได้รู้ว่า เรื่องนี้จะมีคำตอบดีๆ ตามที่แมงลือเม้าท์อะป่าว
-------------------------------------------------------------------------------------------------------
เรื่องพลังงาน
13 ธันวาคม 2557 00:35 น.
        ตลาดหุ้นรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาทรุดฮวบลงโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า
และนักลงทุนส่วนใหญ่ถอยไม่ทัน เพราะดัชนีรูดลงอย่างหนัก และต่อเนื่องจากปัจจัยเดียวคือ
ราคาน้ำมันตลาดโลกที่ร่วงผล็อย ฉุดหุนกลุ่มพลังงานตกยกแผง จนลดลงไปประมาณ 80 จุด
และมีแนวโน้มที่จะหลุดระดับ 1,500 จุด
     
       ดัชนีวันศุกรปิดที่ 1,514.95 จุด ลดลง 11.86 จุด มูลค่าซื้อขาย 51,027 ล้านบาท
นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 2,928 ล้านบาท
     
       ตลาดทรุดหนักมาตลอดสัปดาห์แล้ว แต่สัปดาหใหม่ก็ยังไม่มีสัญญาณฟื้น
เพราะไม่มีข่าวดีมาหนุน ขณะที่ข่าวร้ายยังไหลทะลักราคาน้ำมันตลาดโลกทรุดต่อ
ขณะที่ดาวโจนส์เปิดตลาดช่วงแรกคืนวันศุกร์ทรุดลงกว่า 200 จุด และจะชี้นำตลาดหุ้น
----------------------------------------------------------------------------------------------------
ส่วนตัว คือ
ได้ยินแถวๆบ้าน บ่นมาตลอดช่วงเดือน 10-11 ปลายเดือน
ว่า เหล่าบรรดาแม่ค้า ขายของไม่ดีเงียบมากๆ
ตลาดนัด ที่ว่าของถูกหัวค่ำแล้ว ไปเดินเอง ยังแทบไม่มีคนเดิน

เหมือนคนจะไม่ใช้เงินกัน เพราะ ช่วงต้นเดือน 11
เป็นช่วงจ่ายค่าเทอม ลูกหลาน
และไหนวันหยุดต่อเนื่อง วันพ่อ หลายวัน
และคนเริ่มเก็บเงินไปเที่ยวต่างจังหวัด ต่างประเทศกัน
ซึ่งได้ยินจากคุณหมอที่รู้จักกัน ปลายเดือน 11 ว่า
 "เชื่อไม๊ แพ็คเกจทัวร์เต็มๆๆ เกือบทุกที่"
คนเริ่มจะใช้จ่ายกันจริงจัง ปลายเดือน 11 และเข้าเดือน 12
เหมือนมีการปลดแอกทางการเงินด้วย
*** และช่วงที่ผ่านมาหุ้นดีดตัวมาตลอดทั้งๆ ที่ เศรษฐกิจบ้านเมือง ไทย
ความเป็นจริง มันแย่ มากๆ รอเวลาระเบิด
ดร.นิเวศน์ ออกโรงมาเตือน ถึงความอึ้ง ทึ่ง เสียว ของหุ้นช่วงนี้
ผ่านพ้นไปเพียงอาทิตย์เดียวเท่านั้น อาการตลาดก็สำรอกออกมาอย่างรุนแรง


*************************************************************
สรุปยอดซื้อขายประจำวัน
วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม 2557
ต่างชาติ -4,194.57
กองทุน -829.28
โบรคเกอร์ -2,560.91
รายย่อย +7,584.76
                                    (ต่างชาติขายสุทธิ วันที่ 4 )
                                                Black Monday
-          - ตลาดจะมีอาการลงนำตลาด อีกา 3 ตัวนำทัพ มาก่อน 3-4 วัน
-         - Black Monday ทำกราฟรูปทรงเป็น V shape

-          - ไม่มีข่าวเสียอะไรเลย มีแต่ข่าวลือมาในวัน



























**น้ำมัน ราคายังร่วงหนักไม่หยุด
ปีนี้เป็นเรื่องที่แปลกคือ ปกติราคาพลังงานน้ำมัน สิ้นปีจะค่อนข้างสูงมากตลอด
แต่ปีนี้ ตกหนักฮวบมากๆ
เนื่องจากส่วนหนึ่ง usa ผลิตพลังงาน shale gas เพื่อใช้ทดแทน
จึงทำให้ข่าวน้ำมันเกิด panic

-------------------------------------------------------------------------------------

สรุปยอดซื้อขายประจำวัน
วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม 2557
ต่างชาติ -8,374.38
กองทุน +5,671.52

โบรคเกอร์ -2,707.38
รายย่อย +5,410.24
(ต่างชาติขายสุทธิ วันที่ 5 )
-----------------------------------------------------------------
สรุปยอดซื้อขายประจำวัน
วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม 2557
ต่างชาติ -5,829.79
กองทุน +5,199.32
โบรคเกอร์ -1,059.41
รายย่อย +1649.89
(ต่างชาติขายสุทธิ วันที่ 6 )



สรุปยอดซื้อขายประจำวัน󾔏
 วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม 2557

󾔏ต่างชาติ -1,197.90
󾔏กองทุน +6,922.73
󾔏โบรคเกอร์ -526.96
󾔏รายย่อย -5,197.88
(ต่างชาติขายสุทธิ วันที่ 7 )
-------------------------------------------------------------------------------------

สรุปยอดซื้อขายประจำวัน
วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม 2557
ต่างชาติ +30.11
กองทุน +2,605.12
โบรคเกอร์ +1,185.79
รายย่อย -3,821.02



โมนิก้า  ข่าวหุ้น

25/12/57

󾁓*เดิมทีเดี๊ยนไม่มีความจำเป็นต้องอธิบายเรื่องราวต่างๆ
ที่เกิดขึ้นให้แมงเม่ารับรู้ เพราะมันไม่ใช่เรื่องใหม่เอี่ยมถอดด้าม
และยังเป็นเรื่องเดิมๆ ที่ผู้เล่นสามารถ
พลิกแพลงสถานการณ์ให้เข้ากับตนเองได้เป็นประจำอยู่แล้ว
จึงขอเม้าท์เฉพาะพฤติกรรมการลงทุนในช่วงเทศกาลคริสต์มาส
เพราะในช่วงท้ายของบางปี หุ้นมักกระชากขึ้นแรงสุดๆ
แต่ในบางปีก็หงอยเหงาสุดๆ นะจะบอกให้

󾁓*ข้อมูลตรงนี้สะท้อนได้จากราคาหุ้น หน้าใหม่ และหน้าเก่า
ย่ำฐานค่อนข้างนาน สลับกับซอยเท้าอยู่ที่เดิม
ย่อมหมายถึงนักเล่นเริ่มชะลอการไล่ราคาหุ้น และ
หันไปช้อนซื้อหุ้นเก็บไว้ในพอร์ตแทน ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณให้รู้ว่า
จบฤดูกาลการแข่งขัน!
ผู้เล่นหลักอยู่ในจังหวะพักฟื้น เพื่อรอเวลากลับมาลงสนามรอบใหม่
ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสซื้อหุ้นพื้นฐานดีเก็บไว้ลุ้นในปีหน้านะจ๊ะ

󾁓*ตรรกะดังกล่าวทำให้นักเล่นกลุ่มหลักหวนกลับมาช้อนหุ้นอีกรอบ
ขณะที่พลพรรคแมงเม่าที่มีความชำนาญ “เล็กสั้นขยันซอย”
ก็ใช้จังหวะนี้ทยอยเทขายหุ้นออกมาเรื่อยๆ ซึ่งเป็นเหตุให้
ดัชนีอ่อนตัวลงมาปิดที่ 1,525.06 จุด ลบไป 6.11 จุด
ด้วยมูลค่าซื้อขาย 4.10 หมื่นล้านบาท
“โมนิก้า” ถือเป็นเกมราคาหุ้นที่ไม่ได้อยู่นอกเหนือความคาดหมาย
เพราะรูปเกมบีบให้ต้องเล่นสั้นๆ นั่นเอง

󾁓*สถานการณ์ดังกล่าวทำให้หุ้นที่อยู่นอกเหนือ SET50
กลายเป็นหุ้นดาวรุ่งพุ่งแรง จนมูลค่าการซื้อขายในบางวันมีไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท
และความแตกต่างดังกล่าวยังสัมผัสได้จากมาร์เก็ตแคปปี 56 อยู่ไม่เกิน 5,000 ล้านบาท
พอปลายปีกลายเป็นหุ้นที่มีมาร์เก็ตแคป 10,000 ล้านบาท
หรือบางตัวมีมาร์เก็ตแคปไม่เกิน 1 พันล้านบาท
วันนี้กลายเป็นหุ้นที่มาร์เก็ตแคป 4-5 พันล้านบาท
มันคือภาพยืนยันหุ้นทางเลือกมาแรงสุดๆ เจ้าค่ะ

󾁓*เหมือนกับในรายของ CSS หุ้นสตอรี่เด่น
พื้นฐานเยี่ยม “โมนิก้า” มองจากในมุมไหน ด้านไหน
นี่คือจังหวะที่ต้องเล่นตามน้ำ
หรือใครจะเลือกเล่นในจังหวะย่อตัวก็ไม่ว่ากันอยู่แล้ว
เพราะของมันเห็นกันอยู่แล้วว่า ปีนี้ ปีหน้า และปีโน้น โตแน่ๆ
บวกกับมือถือค่ายต่างๆ ออกมาเย้วๆ พร้อมประมูล 4G
มันคือแรงส่งชั้นเยี่ยมที่ทำให้หุ้นวิ่งขึ้นมาปิดที่ 8.20 บาท
บวกไป 0.90 บาท หรือขึ้นไป 12%  หากวันนี้ทะลุ high เดิม 8.50 บาท...
รับรองไปโลดนะจ๊ะ

󾁓*กรณีนี้เทียบได้กับหุ้น HOT HIT ชั้นแนวหน้าอย่าง
BMCL
แค่มองตากลุ่มนักเล่น ก็รู้ได้ทันทีว่า
หุ้นตัวนี้มีสตอรี่เติบโตเป็นตัวเดินเรื่อง
ยิ่งเห็นวอลุ่มช่วง 3 วันค่อนข้างหนาแน่น
ยิ่งเป็นจังหวะของการต่อยอดขึ้นไปเรื่อยๆ
แถมในมุมเทคนิคฟันธงเหมือนกันว่า
หากทะลุแนวต้าน 2.10 บาทขึ้นไปได้
รับรองจังหวะนี้เป็นช็อตที่ขาลุยต้องตามเล่นต่อแน่ๆ
และรอบนี้ก็มีลุ้นเสียด้วย
หลังกระโจนขึ้นมาปิดที่ 2 บาท บวกไป 0.07 บาท
ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.80 พันล้านบาท
ภาษาหุ้นเข้าเรียกว่า ปิดตรงแนวซัพพอร์ต ลุ้นไปต่อนะจะบอกให้

󾁓*เช่นเดียวกับในรายของ IFEC กระชากขึ้นมาปิดที่ 13.70 บาท
บวกไป 1 บาท หรือขึ้นไป 8% ด้วยมูลค่าเกือบ 1 พันล้านบาท
“โมนิก้า” มองเป็นเรื่องความเชื่อมั่นที่มีต่อกลุ่มทุนรายใหม่
บางคนอาจมองเป็นเรื่องแรงเชียร์ บางคนอาจมองเป็นเรื่องขาใหญ่
แต่สุดท้ายต้องมาวัดกันที่ผลงานอยู่ดี และดูเหมือนโครงการต่างๆ
จะเป็นรูปธรรมมากขึ้น เดี๊ยนจึงขอเทใจให้อีกคนไงล่ะค่ะ

󾁓*เหมือนกับในรายของ AJD พรายกระซิบเม้าท์ให้ฟังครั้งแล้วครั้งเล่าว่า
ไตรมาส 4 ตัวเลขกำไรออกมาดีแน่นอน
แถมปีหน้ามีโปรเจ็กต์ที่ทำเงินให้อีกเพียบ
“โมนิก้า” ถึงไม่แปลกใจที่เห็นราคาหุ้นกระชากขึ้นมาปิดที่ 3.92 บาท
บวกไป 0.26 บาท บวกไป 7% ด้วยมูลค่า 400 ล้านบาท
มันเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ต้องตามไปเล่นกันต่อ
แถมกระแสข่าวเรื่องนี้กำลังอินกันสุดๆ บอกได้คำเดียวว่า ห้ามพลาด...
ทราบแล้วบอกต่อด้วย

󾁓*ส่วนหุ้นน้องใหม่ EPG
อาจไม่ร้อนแรงเหมือนความคาดหวังของใครหลายคน
แต่การที่หุ้นยืนปิดที่ระดับ 6.65 บาท บวกไป 0.85 บาท
หรือขึ้นไป 14% ด้วยมูลค่า 5.70 พันล้านบาท
มันเป็นภาพที่ฟ้องให้รู้ว่า ยังมีคนเข้ามาเก็บหุ้นไว้ในพอร์ต
ซึ่งทำให้การขึ้นหลังจากนี้เบาตัวขึ้น แต่มีข้อแม้ว่า
ภายใน 3 วันนี้ต้องยืนระยะให้ได้เสียก่อน
ไม่เช่นนั้นหุ้นเสียทรงนะจะบอกให้

󾁓*สำหรับรายของ KCM
เป็นหุ้นน้องใหม่อีกหนึ่งตัวที่ “โมนิก้า” กล้าฟันธงว่า
ยังไม่มีอะไรเสียหายหนัก แม้ภาคบ่ายจะโดนถล่มอย่างหนัก
จนเริ่มเสียรังวัดไปบ้างพอสมควร แต่ตลอดทางมีแรงรับเข้ามาเป็นระยะ
มันคือภาพที่ทำให้รู้ว่า การขึ้นในครั้งถัดไปจะร้อนแรงสุดๆ
(เหมือนกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับหุ้นที่สังกัดค่าย APM ก่อนหน้านี้ไง)
ล่าสุดหุ้นลงมาปิดที่ 1.80 บาท ลบไป 0.28 บาท
หรือลงไป 13.50% ใช่โอกาสในการซื้อหรือเปล่า...ลองไปคิดกันเอาเอง!

󾁓*ตบท้ายกันที่ข่าวลือของหุ้นร้อน NMG กับ SLC
ว่ากันว่า งานนี้เป็นรายการเกี้ยเซียะของคนในระดับข้างบน
ซึ่งแต่ละฝ่ายต่างขยิบตาให้กันและกัน
เผอิญมีกลุ่มคนประเภท “หมูจะหาม ดันเอาคานมาสอด”
เรื่องทั้งหมดก็เลยอีลุงตุงนังอย่างที่เห็นนี่แหละ!...
งานนี้จริงเท็จแค่ไหน ลองไปถามนักเล่นแถวห้องค้าใหญ่ๆ กันเอาเอง
เพราะเดี๊ยนก็ไปฟังเขามาอีกทีหนึ่ง...อิอิอิ




*************************************************************
คำเตือน คำฮิต
1. ข่าวมาที่คุณได้ยิน หรือออกมาเป็นสาธารณะ นั่นคือ " หมดรอบ "
2. หุ้นยอดนิยมในปีนี้ " มันคือหุ้นที่ขายฝัน "
3. ไม่ว่า จะเทพหรือเซียนแค่ไหน ก็ไม่มีใครรู้จริงๆ หรอกว่า หุ้นจะขึ้นจริงๆ หรือจะลงจริงๆ
ฉะนั้นจงเชื่อในตนเอง เข้าเพราะอะไร ให้ออกเพราะอย่างนั้น สำคัญอย่าโทษคนอื่น
4. วอร์เรนฯ ไม่เทรดหุ้น IPO หรือหุ้นที่เพิ่งเข้าตลาด
*************************************************************